อ.ลักษณ์ โหรฟันธง ใช้ใจสู้ สารพัดโรคร้าย



            เมื่อครั้งงานมหกรรมงานสุขภาพดี ครั้งที่ 2 อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ ได้ให้เกียรติมาร่วมงานพร้อมทั้งขึ้นเวทีทอล์กโชว์ในเรื่องของการตรวจเช็คดวงสุขภาพ นอกจากการพูดคุยมันส์ๆ แบบถึงพริกถึงขิง และดูดวงให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมชมงานแล้ว อาจารย์ลักษณ์ยังเผยถึงปัญหาสุขภาพแบบหมดเปลือกว่า ตัวเองป่วยด้วยสารพัดโรค ทั้งเบาหวาน กรดไหลย้อน และปัญหาข้อต่อที่หัวเข่าข้างขวา

            เพื่อขยายความวิธีการดูแลตัวเองให้ชนะโรคทั้งหลายมาฝากกันทีมงานขอนัดเบียดคิวอัดแน่นเอี๊ยดของ อ.ลักษณ์ มาพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองในวันที่สารพัดโรครุมเร้า ให้เป็นแนวทาง และกำลังใจ สำหรับใครที่กำลังท้อแท้หมดหวังกับความเจ็บป่วยที่มาเยี่ยมเยือน

ทราบมาว่าคิวงานของ อ.ลักษณ์ แน่นยิ่งกว่าพระเอกแถวหน้าของเมืองไทยอีกนะคะ
            อ.ลักษณ์ (หัวเราะ) ผมทำงานทุกวัน แล้วทำทั้งวัน งานเยอะมากจริงๆ นอนน้อยมาก ต้องอาศัยหลับระหว่างเดินทางไปงานแต่ละที่ให้เลขาขับรถแล้วผมก็หลับ ถ่ายรายการตั้งหลายรายการ แล้วก็ต้องอัดเสียงระบบ 1900 ให้กับโทรศัพท์หลายระบบเหลือเกิน ไหนจะเป็นวิทยากรรับเชิญไปบรรยายงานต่างๆ แล้วยังมีโครงการสร้างพระ 9 องค์
 
“ความเครียดไม่ได้ทำร้าย
ผมหรอก เพราะผมทำใจ
ยอมรับกับความเปลี่ยนแปลง
ได้เสมอแต่ที่ทำให้สุขภาพแย่
คืองานเข้ามากกว่า”

ทั่วแผ่นดินชื่อว่า เศรษฐีนวโกฏิ ก็ต้องเดินทางไปทั่วประเทศ ไปสร้างพระให้คนไทยรักกัน ที่ทำเพราะมันได้บุญ ทำให้คนไทยเกิดความสามัคคี เลิกทะเลาะกันแล้วมาทำบุญด้วยกัน เพราะเมื่อตายไปเราก็อะไรไปไม่ได้นอกจากบุญ เงินได้มาก็ไม่เหลือหรอก อย่างผมสร้างมาก็ต้องเป็นหนี้จากจตุคามฯ ตั้งหลายสิบล้าน แต่นี่ก็ทยอยใช้มาเหลืออีกประมาณ 10 ล้านก็หมดแล้ว

            ชีวิตผมขึ้นๆ ลงๆ เงินมีมากมายอยู่ๆ ก็หายวั๊บไปเลย แถมกลับเป็นหนี้อีก กับสังคมก็คงเหมือนกัน เดี๋ยวก็ชม เดี๋ยวก็ด่า ปีที่ผมดังสุดๆ ก็คือปีที่คุณแหม่มท้อง ถามว่าผมเกลียดเขาหรือเปล่าที่ทำนายไปแบบนั้นก็เปล่า แต่เจตนาผมคือเป็นห่วง และอยากเตือนคุณแหม่มว่าต้องระวังตัวนะ เพราะเกณฑ์ชะตาคุณแบบนี้ แล้วก่อนหน้านี้ ผมไปออกรายการสมาคมชมดาวก็ได้เตือนคุณแหม่มเป็นการส่วนตัวไปแล้ว แต่สื่อเขียนออกมาแรงมาก แหม่มท้องก่อนแต่ง คนอ่านเขาไม่เข้าใจก็มาด่าผมในอินเตอร์เน็ตบานเลย หยาบคายก็เยอะ ผมพริ้นท์ออกมาได้เป็นหมื่นๆ ใบเลยมั้ง ตอนนี้เล่าแล้วหัวเราะได้ แต่ตอนนั้นก็เครียดเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้น 2 ปี ก็เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาจริงๆ กลายเป็นว่าคนหันกลับมาชื่นชอบผมในชั่วข้ามคืน

            ไอ้ความขึ้นลงนี้เราต้องยอมรับมันให้ได้ เพราะทุกวันนี้โลกมันแคบมาก ในอินเตอร์เน็ตคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทุกอย่าง เวลาเราไปฟันธงคนที่เขาชื่นชอบเขาก็มาเขียนด่า แต่ผมไม่ได้ไปสนใจ อย่างที่เขาบอกว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ฉะนั้นเราจะต้องมองตัวเราเองก่อน นายลักษณ์ เรขานิเทศ คือหมอดูที่ดูดวงแม่น และคนอยากดูดวงด้วยมาก ฉะนั้นผมก็ทำหน้าที่ต่อไป ฟันธง! (หัวเราะ)

เวลาคนโดนด่าเคยโกรธหรือโต้ตอบบ้างไหม
            อ.ลักษณ์
เป็นคนที่สังคมสนใจมันก็ต้องทำใจ คนเขามีสิทธิ์มองเรา วิพาษ์วิจารณ์เรา ด่าเรา แล้วเราก็มีสิทธิ์พูดอย่างเดียว ขอบคุณครับ มันเป็นเวรกรรมหรืออะไรก็ตามที (เสียงเศร้า) ฉะนั้นเขามีสิทธิ์เข้าใจถูก เข้าใจผิด เรามีสิทธิ์เพียงอโหสิกรรม แล้วทำอาชีพอย่างผมมันต้องอดทน ถามว่าผมอยากทำนายดวงดาราไหม ก็ไม่ได้อยากทำนาย แต่เป็นธรรมเนียมของหนังสือพิมพ์ที่จะต้องให้หมอดูทำนายเป็นประจำทุกปี แล้วเขาก็มาเชิญผม เขาต้องออกจดหมายเป็นขั้นเป็นตอน คนมาสัมภาษณ์ต้องระดับบรรณาธิการข่าว แล้วจะให้ผมทำยังไง พอผมทำนายไปว่าปีนี้ใครจะร่วง แฟนคลับเขาก็มาด่าผมอีก
 
เวลาเจอเหตุการณ์อะไรเหล่านี้อาจารย์ระบายความอัดอั้นตันใจให้ใครฟัง
            อ.ลักษณ์ ระบายให้ใครฟังไม่ได้เลย ยิ่งสูงยิ่งหนาว ผมพูดไปแล้วคนเอาไปพูดต่อแล้วใส่ไข่ใส่สีผมก็เสียชื่อ ลูกศิษย์ก็เสื่อมศรัทธา ทำอะไรผมเลยต้องระวังตัวมาก เพราะไปไหนคนก็รู้จัก ถ้าทำอะไรผิดปุ๊ปแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็เตรียมขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ตายเลย ลูกศิษย์ลูกหาเสื่อมศรัทธาหมด ฉะนั้นต้องระวังตัว จริงๆ แล้วผมไม่มีเพื่อนที่จะพูดอะไรได้หมดเปลือกได้เลยสักคนเดียว ทั้งที่เมื่อทุกข์มันเกิดมันต้องมีระบายความทุกข์ แต่บางครั้งการระบายก็อาจไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น อย่างที่ผมบอกว่าอาจเอาเรื่องเราไปเล่าต่อ หรือไม่ก็อาจกลับมาสมน้ำหน้าเรา บางคนอาจบอกว่างั้นก็ไปไหว้พระสวดมนต์สิ  ซึ่งนั้นเป็นการเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าไปอยู่ในใจ ถามว่าทุกข์หมดไหม ไม่หรอก เหมือนเป็นการเอาหินไปทับหญ้า ถ้าเลิกสวดมนต์ทุกข์ไหม ส่วนมากจะทุกข์ ทางออกคือ ต้องยอมรับสภาพไปเลย ด่าก็ด่า เจ๊งก็เจ๊ง อกหักก็อกหักไง แล้วทำไงละ ก็เจ็บ ก็เศร้า (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็เรียนรู้กับมันว่าเดี๋ยวมันก็หาย (แววตาหนักแน่น)
 
ความกดดันนี้คือ สิ่งที่ทำให้อาจารย์ต้องป่วยด้วยโรคโน้นโรคนี้บ่อยๆ หรือเปล่าคะ
             อ.ลักษณ์ ความเครียดไม่ได้ทำร้ายผมหรอก เพราะผมทำใจยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่ที่ทำให้สุขภาพผมแย่คือ งานเข้ามากกว่า (หัวเราะ) งานเยอะจนไม่มีเวลาพักผ่อนเลย คือตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยผมเป็นทั้งนักกีฬาและนักกรีฑามาตลอด ฉะนั้นสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นอะไรเลย แล้วถ้าอ้วนนะก็ลดง่าย แต่หลังอายุ 35 มานี่สังเกตว่าถ้าป่วยก็จะเป็นนานไม่ใช่ 2-3 วันหาย แต่ต้องเป็นอย่างต่ำเป็นสัปดาห์ แล้วเมื่อก่อนพอไม่สบายกินยาขม หรือใช้ยาเป่าคอก็หาย แต่ตอนนี้ไม่หาย แล้วไข้จะขึ้น พอตัวร้อนที่คอมันจะมีเสลด
 
ทราบมาว่าอาจารย์เป็นหลายโรคมาก อะไรบ้าง
            อ.ลักษณ์ เริ่มจะเป็นเบาหวาน อาการเบาหวานคือ พอหิวแล้วมือไม้สั่น หิวมากกว่าปกติเหมือนจะกินช้างได้เป็นตัวๆ บางทีสั่งอาหารเต็มโต๊ะเลย แต่ทานไปไม่เท่าไรหรอก นั่นเพราะตอนหิวมันจะหิวมาก เวลาหิวตาลายจะเป็นลม ใจจะขาดรอนๆ อยากทานน้ำหวานๆ หลังๆ ผมก็เลยจะติดน้ำแดง คนก็จะล้ออีก ไอ้กุมารทอง (หัวเราะ)

            ผมไม่ได้ไปตรวจหรอกแต่จะปรึกษาแพทย์แผนโบราณ เขาก็บอกว่าเป็นอาการเริ่มต้นของเบาหวาน พอแค่ระยะเริ่มแรกมันก็ดูแลได้ง่าย ใช้สมุนไพรบำบัดก่อน ขนานไหนที่ทานแล้วไปลดน้ำตาลในเลือดได้ทานทันที เช่น น้ำมะเฟือง น้ำทับทิม หลังจากรู้นี่ทานมะเฟืองกับทับทิมอย่างมโหฬารเลย ตอนหลังมารู้ว่ามะรุมช่วยได้ก็ทานมะรุมอีกแล้วมันช่วยได้จริงๆ นะ อาการที่เคยเป็นมันหายไปเลย แล้วก็กลับมาปรับการกินการนอนให้เป็นเวลาขึ้น

            แต่ที่เป็นหนักเลยคือ กรดไหลย้อน ทรมานมาก พอเราทานอาหารเสร็จมันจะมีอาการแสบร้อนกลางอก แสบคอ แสบหลอดลม อาการจะกำเริบตอนที่เราเครียดกับตอนที่เราทานอาหารเสร็จใหม่ๆ  ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ตอนหลังถึงรู้ว่าเป็นเพราะทานแล้วนอนเลยนี่เอง เพราะเมื่อก่อนทานข้าวเที่ยงเสร็จผมต้องนอน ไม่รู้เป็นอะไร ก็มีคนให้ความรู้ว่า อาจารย์พลังงานมันถูกมาใช้ย่อย ฉะนั้นทำให้เพลีย (หัวเราะ) อันนี้จริงหรือเปล่าไม่รู้นะต้องไปถามหมอ ผมก็เลยนอน หลังจากนั้นมีแพทย์แผนไทยมาบอกว่า อาจารย์การนอนกลางวันมันทำให้เลือดไม่เดิน แล้วทำให้พลังงานที่จะต้องใช้ไม่ได้ใช้แล้วก็จะมีพิษไปสะสมอยู่ในเลือด ก็เลยเลิกนอนกลางวัน แล้วการทานแล้วนอนเลยเนี้ยทำให้แทนที่น้ำย่อยจะย่อยเฉพาะในกระเพาะอาหารมันกลับย้อนลำไส้ขึ้นมาที่คอ ทรมานมาก แล้ววันนึงผมได้เจอคนจีนคนนึงแก่มากแล้ว แกบอกว่า อาลักษณ์ ลื้อต้องกิงถั่วน๊ะ คือเขาทานถั่วลิสงเป็นกำๆ อย่าทอด ต้องเป็นถั่วต้มแล้วอบ ให้ทานทุกครั้งที่มีอาการ หรือทานทุกครั้งหลังอาหาร ปรากฏหายสนิท ผมก็ไม่รู้ว่าถั่วมันเป็นอะไร แต่อัศจรรย์มากที่ผมทานแล้วอาการกรดไหลย้อนหายไปเลย แต่ที่ผมเหลือคือ ลม เป็นตลอด แก้ไม่ได้เลย ลองทานยาขับลม ยาธาตุ ทานขมิ้นชัน ลูกกระวาน อะไรใครว่าเจ๋งทานหมด แต่ก็ไม่หายสักที
 
การที่งานเยอะ ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มจนเกิดปัญหาด้วยใช่ไหมคะ
            อ.ลักษณ์ เมื่อก่อนถ้าน้ำหนักขึ้น ผมวิ่งแค่อาทิตย์เดียวก็ลงแล้ว แต่หลังอายุ 35 น้ำหนักกลดยากมาก มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ เอวผมที่เคย 32 ก็ขึ้นมาเป็น 38 น้ำหนักที่เคยขึ้นลงเล็กๆ น้อยๆ ก็ขึ้นมาก คงเพราะอายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญลดลง บวกกับไม่ได้ไปฟิตเนส พอน้ำหนักมากก็ทำให้เข่ากับเอวมีปัญหาเพราะว่าน้ำหนักมันเกิน น้ำหนักตอนนี้หนัก 88 กก. แล้ว เมื่อน้ำหนักมันเกินกว่าแรงรับของกระดูกเข่า เราก็เริ่มคล็อกแคล๊ก มีปัญหา ถ้าเดินผิดท่าผิดทางอาการก็จะกำเริบขึ้นมาทันที ผมก็คงต้องพยายามลดน้ำหนักลง แล้วผมจะอาศัยการรักษาแบบอายุรเวช เป็นการนวดแบบราชสำนัก แล้วเขานวดปรับคลายกล้ามเนื้อ จัดระบบเส้นเอ็น มันก็จะดีขึ้นมาก แต่ผมจะไม่กินพวกยาแก้ปวด
 
ฟังดูแล้วทุกโรคที่อาจารย์เป็นจะรักษาด้วยสมุนไพรหมดเลย
            อ.ลักษณ์ ใช่ ยกเว้นโรคเดียวที่ผมจะรีบไปหาหมอทันทีเลย คือ เมื่อผมรู้สึกเจ็บคอ (เน้นเสียง) ถ้าทานยาแก้อักเสบแล้วไม่หายก็จะให้หมอฉีดยาแก้อักเสบอย่างแรงทันที เพราะผมรับไม่ได้ที่จะป่วย เจ็บคอ มีเสลดอยู่เป็นอาทิตย์ ผมต้องเสียงไง สมมติถ้าคุณเกิดหมั่นไส้ผม ตัดมือผม ผมไม่เคืองเลย ผมไปหาหมอเย็บต่อมือก็จบ แต่ถ้าเสียงผมไม่มีหรือเสียงผมแทบไม่มีพลังจบเห่เลย เพราะเสียงผมนำมาซึ่งเงินทองเดือนนึงหลายล้าน ผมเลยจะดูแลเสียงดีมาก ผมต้องดื่มน้ำแร่อย่างดี น้ำผึ้งผสมมะนาว ผมต้องเสาะหาน้ำผึ้งเดือนห้า แล้วเสียงผมต้องหนักแน่น คนฟังต้องไม่เบื่อ เปิดมาต้องหยุดฟัง ฉะนั้นเสียงเนี้ยสำคัญหรืออย่างรังนกแท้ๆ รังนกทอง ขวดนึงหลายร้อยที่เขาบอกว่าทานแล้วระบบหลอดลมดี ผมก็ซื้อมาทาน แล้วก็จะทานวิตามินซีเพราะไม่อยากเป็นหวัด
 
แล้วกับดวงเมืองปี 2553 เป็นยังไงบ้างคะ มีโรคอะไรจะระบาดที่ต้องระวังบ้าง
            อ.ลักษณ์ น่ากลัวมากเลยเดือนมีนาคมเนี้ย เดือนนี้ดวงเมืองจะเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบในท้อง โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร โบราณบอกว่า อังคารมนจะเกิดมีเจ็บจนปางตาย โรคภัยมวนมนในท้องคนทั่วทุกทิศานุทิศ แปลว่ากำลังจะเกิดโรคระบาดในเดือนมีนาคม ผมไม่รู้ว่าเกิดโรคอะไรนะ ไม่รู้ว่าไข้หวัดกลับคืนมาหรือเปล่าหรือโรคอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งดวงแบบนี้เคยเกิดในสมัยพระเจ้าอู่ทองก่อนย้ายเมือง มีคนตายหลายแสนคน ซึ่งตอนนั้นเกิดเป็นโรคอหิวาตกโรค
 
ในมุมของโหร เวลามีปัญหาสุขภาพการทำบุญไหว้พระ ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ไหม
            อ.ลักษณ์ ในทางพระพุทธศาสนามีคำอยู่หนึ่งคำบอกว่า กายเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อใจไม่ป่วย ใจไม่เจ็บ อย่างอื่นก็เป็นแค่องค์ประกอบ เพราะเป็นวัฏฏะของโลก ถ้าใจเราเป็นสุข ได้กิน ได้อยู่ ในสิ่งที่พึงชอบ พึงปรารถนา ได้อยู่ในที่ร่มเย็นเป็นสุข ได้ไหว้พระ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราพึงปรารถนา สิ่งเหล่านี้ทำให้ใจเป็นสุข เมื่อเป็นสุขในทางวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าร่างกายมันจะหลั่งสานอะดรีนาลีน ทำให้ร่างกายสดชื่น แล้วอาการต่างๆ ที่เกิดจากโรคก็ลดน้อยถอยลงหรือหมดไป แต่คุณก็ต้องพึงเข้าใจในวัฏฏะของโลกด้วยว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นเมื่ออายุมากขึ้น เกิดแล้ว แก่แล้ว ก็ต้องเจ็บ น้อยคนนักที่จะไม่เจ็บดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งใครที่ไม่เจ็บไม่ไข้ผมว่าคนคนนั้นเป็นคนที่มีบุญมากครับ
 
            และนี่ก็คือเรื่องราวสุขภาพของ อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยลึกขนาดนี้ที่ใดมาก่อน รวมทั้งอนาคตเรื่องสุขภาพตามดวงเมือง ซึ่งเรื่องนี้จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่วิจารณญาณส่วนบุคคล แต่การป้องกันไว้ แต่เนิ่นๆ ก็คงไม่เสียหลาย แล้วหากใครที่อยากรู้อนาคตสุขภาพแบบนี้อีกเรื่อยๆ ก็อย่าลืมติดตามในคอลัมน์ของ อ.ลักษณ์ ที่จะมาเช็คดวงสุขภาพให้กับชาวสุขภาพดีทุกๆ เดือนด้วย
 

 
ที่มา      นิตยสารสุขภาพดี ฉบับเดือนมีนาคม 2553